Home / เรื่องรอบโลก / พรรคกระยาจกมีจริงหรือไม่?

พรรคกระยาจกมีจริงหรือไม่?

พรรคกระยาจก: ตำนานในยุทธภพกับเรื่องจริงของขอทานจีน

“ในยุทธภพ พรรคที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่เส้าหลิน ไม่ใช่บู๊ตึ๊ง แต่เป็นพรรคที่สมาชิกไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน”

คนอ่านนิยายกำลังภายในคงคุ้นภาพนี้ดี ชายแต่งตัวมอซอสะพายถุงผ้าหลายใบ มือถือไม้ไผ่สีเขียว ท่าทางเหมือนขอทานธรรมดา แต่ใช้ฝ่ามือพิชิตมังกรสิบแปดท่าได้ สมาชิกกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน ข่าวในยุทธภพแทบไม่มีอะไรหลุดหูพวกเขาไปได้ นี่คือ พรรคกระยาจก (丐帮 ไก้ปัง) ซึ่งน่าจะเป็นสำนักที่นักอ่านรักที่สุดสำนักหนึ่ง

คำถามคือ พรรคนี้มีอยู่จริงหรือเปล่า

ตอบสั้น ๆ ได้ว่า ไม่มีพรรคกระยาจกที่เป็นสำนักวรยุทธ์ระดับชาติ มีประมุขคนเดียว และมีกระบวนท่าลับสืบทอดกันมา แต่ พรรคกระยาจกที่มีหัวหน้า มีกฎ มีภาษาลับ มีเขตอิทธิพล และติดต่อกับทางการนั้นมีจริง และมีมานานหลายร้อยปี เรื่องจริงบางส่วนน่าทึ่งไม่แพ้ในนิยายเลย

พรรคกระยาจกในโลกนิยาย

ภาพพรรคกระยาจกที่คนไทยคุ้นเคยมาจากนิยายของ กิมย้ง เป็นหลัก โดยเฉพาะ มังกรหยก และ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ซึ่งแปลเป็นไทยจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ลักษณะเด่นของพรรคในนิยายมีดังนี้

  • มีประมุขคนเดียว ถือ ไม้เท้าตีสุนัข เป็นสัญลักษณ์ของตำแหน่ง ประมุขที่โด่งดัง เช่น เคียวฟง, อั้งชิกง หรือ “ยาจกเหนือ” และ อึ้งย้ง ประมุขหญิง
  • วรยุทธ์ประจำพรรค ได้แก่ เพลงไม้ตีสุนัข และฝ่ามือพิชิตมังกรสิบแปดท่า
  • ยศวัดจากจำนวนถุงผ้า ที่สะพาย ตั้งแต่ 1 ถึง 9 ถุง ยิ่งมากยิ่งอาวุโส
  • มีการแบ่งฝ่ายภายใน คือ “ฝ่ายเสื้อสกปรก” ที่ยึดวิถีขอทานจริง กับ “ฝ่ายเสื้อสะอาด” ที่ภายนอกดูเป็นคนมีฐานะ
  • มีบทบาทรักชาติ เป็นเครือข่ายสืบข่าวและต่อต้านชาวจินหรือชาวมองโกลในยุคซ่ง

ฉากหลังของกิมย้งคือราชวงศ์ซ่ง ซึ่งบังเอิญเป็นยุคที่หลักฐานเรื่องพรรคกระยาจกในประวัติศาสตร์เริ่มชัดขึ้นพอดี

ขอทานในสังคมจีน: ปัญหาที่อยู่คู่แผ่นดิน

จีนโบราณเป็นสังคมเกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่เจอภัยพิบัติซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งน้ำท่วมแม่น้ำเหลือง ภัยแล้ง ตั๊กแตน และสงคราม แต่ละครั้งทำให้ชาวนานับแสนต้องทิ้งไร่นาเร่ร่อนไปขอทานในเมือง ขอทานจึงไม่ใช่คนกลุ่มเล็ก ๆ ชายขอบ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีขนาดใหญ่มาก

รัฐและศาสนาพยายามรับมือมาตลอด

  • ยุคถัง วัดพุทธตั้ง “เปยเถียนฟาง” หรือสถานสงเคราะห์คนยากไร้และผู้ป่วย ชื่อนี้แปลว่า “นาแห่งความกรุณา” ตามคติพุทธที่ถือว่าการให้ทานแก่ผู้ยากไร้เป็นการหว่านบุญ
  • ยุคซ่ง รัฐเข้ามาดูแลเองมากขึ้น มี ฝูเถียนหยวน ในเมืองหลวง และในสมัยจักรพรรดิฮุยจงก็ขยายเป็น จวีหย่างหยวน สถานพักพิงคนไร้ที่พึ่ง อานจี้ฟาง สถานรักษาพยาบาล และ โหลวเจ๋อหยวน สุสานสำหรับคนไร้ญาติ
  • ยุคหมิง จูหยวนจางซึ่งเคยลำบากถึงขั้นเร่ร่อนขอข้าวกินมาก่อน สั่งให้ทุกอำเภอตั้ง หย่างจี้หยวน หรือสถานสงเคราะห์คนชราและคนไร้ที่พึ่ง

ถึงอย่างนั้น สถานสงเคราะห์ของรัฐก็รองรับคนได้ไม่พอ ขอทานจำนวนมากจึงต้องดูแลกันเอง และพรรคกระยาจกก็เกิดขึ้นจากช่องว่างตรงนี้

“หัวหน้าขอทาน” มีอยู่จริง
ยุคซ่ง: ขอทานก็มี “ระเบียบ”

เมิ่งหยวนเหล่า บันทึกชีวิตในเมืองไคเฟิง เมืองหลวงของซ่งเหนือ ไว้ในหนังสือ ตงจิงเมิ่งหัวลู่ (บันทึกความฝันอันรุ่งเรืองแห่งนครตะวันออก) ว่าคนแต่ละอาชีพแต่งกายตามแบบของตน และ “แม้แต่ขอทานก็มีระเบียบแบบแผน หากใครหย่อนยาน ก็จะไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเดียวกัน”
ประโยคสั้น ๆ นี้บอกเราว่า เมื่อเกือบพันปีก่อน ขอทานในเมืองใหญ่ของจีนก็มีบรรทัดฐานร่วมกันและควบคุมกันเองแล้ว
“ถวนโถว”: หัวหน้าขอทานที่ร่ำรวย
หลักฐานที่ชัดที่สุดมาจากนิทานชื่อ จินอวี้หนูใช้ไม้ตีสามีใจดำ ในชุดนิทานของ เฝิงเมิ่งหลง สมัยหมิง เรื่องนี้ตั้งฉากในหางโจวสมัยซ่งใต้ เล่าถึง “จินเหล่าต้า” ผู้เป็น ถวนโถว หรือหัวหน้าขอทานของเมือง ตำแหน่งนี้สืบทอดในตระกูลมาเจ็ดชั่วคน
ตามเรื่อง ถวนโถวทำหน้าที่ดังนี้
● ดูแลขอทานในเขตของตน
● เก็บส่วนแบ่งจากรายได้ของลูกน้อง ทำให้ตัวเองมีฐานะดี
● ช่วยเหลือขอทานที่เจ็บป่วยหรืออดอยากในยามข้าวยากหมากแพง
● ถือ “ไม้เท้า” เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ
ไม้เท้าประจำตำแหน่ง ปรากฏในเรื่องนี้ด้วย ใกล้เคียงกับไม้เท้าตีสุนัขของประมุขพรรคกระยาจกอย่างน่าสนใจ
จุดที่ลึกซึ้งของนิทานคือ แม้จินเหล่าต้าจะร่ำรวย คนในสังคมก็ยังดูถูกครอบครัวเขาว่าเป็น “พวกขอทาน” ลูกเขยที่เป็นบัณฑิตเมื่อสอบได้ตำแหน่งขุนนางก็รังเกียจภรรยาถึงขั้นผลักเธอตกแม่น้ำ เรื่องนี้สะท้อนว่า เงินซื้อเกียรติทางสังคมไม่ได้ ในสังคมจีนที่จัดลำดับชั้นคนอย่างเข้มงวด
ยุคชิง: “ไม้เท้าเหลือง” กับ “ไม้เท้าน้ำเงิน”
ในปักกิ่งสมัยราชวงศ์ชิง มีเรื่องเล่าพื้นบ้านและบันทึกยุคหลังกล่าวถึงพรรคกระยาจกสองสาย
● หวงก่านจือ หรือไม้เท้าเหลือง ว่ากันว่าหัวหน้าเป็นชาวแมนจูหรือเชื้อพระวงศ์ชั้นปลายที่ตกยาก จึงใช้สีเหลืองซึ่งเป็นสีของราชสำนัก
● หลานก่านจือ หรือไม้เท้าน้ำเงิน เป็นองค์กรของขอทานชาวบ้านทั่วไป
รายละเอียดหลายส่วนเป็นเรื่องเล่าต่อกันมา จึงควรอ่านอย่างระมัดระวัง แต่ภาพรวมสอดคล้องกับบันทึกอื่นว่า ตำแหน่ง “หัวหน้าขอทาน” เป็นที่รับรู้ของทางการ และในหลายเมืองหัวหน้าขอทานยังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นด้วย

เศรษฐกิจของขอทาน: ระบบ “ค่าคุ้มครอง”


ส่วนนี้นิยายมักไม่ค่อยเล่า แต่เป็นหัวใจของพรรคกระยาจกจริง

ในเมืองใหญ่สมัยชิง ร้านค้ามักต้องจ่ายเงินให้หัวหน้าขอทานเป็นรายเดือนหรือรายปี โดยเฉพาะช่วงตรุษจีน เมื่อจ่ายแล้วจะได้ กระดาษหรือป้ายไปแปะหน้าร้าน ขอทานในเครือข่ายเห็นแล้วก็จะไม่มารบกวนร้านนั้น
ร้านที่ไม่จ่ายอาจเจอปัญหา เช่น
● ขอทานหลายคนมานั่งหน้าร้าน ร้องเพลงเสียงดัง หรืออวดบาดแผลน่ากลัว จนลูกค้าไม่กล้าเข้า
● งานแต่งหรืองานศพของบ้านนั้นมีขอทานมารวมตัวไม่หยุด
ในอีกมุม ระบบนี้ช่วยให้ เมืองมีระเบียบ พ่อค้าจ่ายครั้งเดียวแล้วไม่ต้องเจอขอทานทีละคนทั้งปี ทางการก็ใช้หัวหน้าขอทานคุมคนเร่ร่อนได้ เป็นการปกครองทางอ้อมที่เห็นได้ในสังคมจีนดั้งเดิม คือรัฐไม่ลงไปจัดการทุกเรื่องเอง แต่ทำงานผ่านผู้นำของแต่ละกลุ่ม ทั้งกิลด์พ่อค้า สมาคมคนบ้านเดียวกัน และกลุ่มขอทาน
ถ้ามองแบบนี้ “ฝ่ายเสื้อสะอาด” ในนิยายก็ไม่ได้ไกลจากความจริงนัก เพราะหัวหน้าขอทานตัวจริงหลายคนกินดีอยู่ดี แต่งตัวดี และไม่ต้องออกไปขอทานเองแล้ว

ปรมาจารย์ กฎ และภาษาลับ

อาชีพต่าง ๆ ในจีนโบราณมักนับถือ “ปรมาจารย์” ประจำอาชีพ ช่างไม้นับถือหลู่ปาน นักแสดงนับถือจักรพรรดิถังเสวียนจง ขอทานเองก็มีปรมาจารย์หลายองค์ แล้วแต่ท้องถิ่น
● อู่จื่อซวี ขุนนางยุคชุนชิวที่ตอนหนีภัยต้องเป่าขลุ่ยขอทานในตลาดแคว้นอู๋
● ฟ่านตาน บัณฑิตยากจนสมัยฮั่นตะวันออก มีตำนานว่าเกี่ยวข้องกับขงจื๊อ
● เจิ้งหยวนเหอ ตัวเอกในเรื่อง หลี่วา สมัยถัง ลูกคนรวยที่หมดตัวจนต้องร้องเพลงขอทาน ต่อมาได้กลายเป็นปรมาจารย์ของเพลง เหลียนฮวาเลา
● จูหยวนจาง ปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิง ผู้เคยร่อนเร่ขอข้าวกิน ขอทานบางกลุ่มยกย่องว่าเป็น “พวกเดียวกันที่ได้เป็นฮ่องเต้”
เมื่อมีปรมาจารย์ร่วมกัน ก็เกิดสิ่งที่องค์กรลับทั่วโลกมีเหมือนกัน คือ
● กฎของกลุ่ม เช่น ห้ามข้ามเขตไปขอทานในถิ่นคนอื่น ห้ามขโมย ห้ามหักหลังพวกเดียวกัน และต้องแบ่งรายได้ให้หัวหน้า
● ภาษาลับ คำศัพท์ที่ใช้กันในวงในเพื่อให้คนนอกฟังไม่ออก
● พิธีรับคนใหม่ และการแสดงตัวเมื่อขอทานต่างถิ่นเดินทางผ่านมา
ลองนึกถึงฉากในนิยายที่สมาชิกพรรคกระยาจกจำกันได้ด้วยรหัสลับ ก็จะเห็นว่าผู้แต่งไม่ได้คิดขึ้นเองจากความว่างเปล่า

ศิลปะการขอทาน: จากเพลงถึงงู

ขอทานจีนไม่ได้แค่นั่งแบมือ หลายคนมีวิธีหากินที่ต้องใช้ทักษะ
ประเภท ลักษณะ
ร้องเพลงขอทาน ร้อง เหลียนฮวาเลา หรือ ซู่ไหลเป่า โดยเคาะไม้ไผ่ประกอบจังหวะ ด้นกลอนสดชมเจ้าของร้าน ต่อมาพัฒนาเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านทางภาคเหนือ
แสดงกายกรรมหรือมายากล ต่อยมวย ยกของหนัก กลืนดาบ เป็นเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างขอทานกับนักแสดงเร่
เล่นงูหรือสัตว์ ใช้งูหรือลิงเรียกความสนใจ ในนิยาย พรรคกระยาจกเองก็มีฉากเลี้ยงงูอยู่บ่อย ๆ
เรียกความสงสาร อวดแผล ความพิการ หรือพาเด็กมาด้วย ซึ่งบางกรณีเป็นการจัดฉากหรือทำร้ายร่างกายตัวเอง และเป็นด้านมืดที่มีอยู่จริง
ขอทานตามเทศกาล มารวมตัวกันที่งานแต่ง งานศพ และช่วงตรุษจีน ซึ่งคนนิยมทำบุญ
แล้วไม้ตีสุนัขล่ะ? อันนี้เป็นเรื่องจริงแบบตรงตัวที่สุด ขอทานที่เดินไปตามหมู่บ้านต้องเจอสุนัขเฝ้าบ้านอยู่ตลอด ไม้ท่อนเดียวจึงเป็นทั้งไม้ค้ำเดิน อาวุธ และเครื่องมือหากิน ภาษาจีนเองก็มีคำว่า “ไม้ตีหมา” เป็นของคู่กายขอทาน กิมย้งเพียงยกไม้ธรรมดาอันนี้ขึ้นเป็นวิชายุทธ์ชั้นสูงและเป็นสัญลักษณ์ของประมุข
แถมเรื่องอาหาร: ใน มังกรหยก อั้งชิกงชอบกิน “ไก่ขอทาน” ซึ่งเป็นอาหารที่มีอยู่จริง ตำนานเล่าว่ามีขอทานได้ไก่มาแต่ไม่มีหม้อ จึงพอกไก่ด้วยโคลนแล้วเผาในกองไฟ พอทุบดินออก ขนไก่ก็หลุดติดดินไปหมด เหลือเนื้อนุ่มหอม ปัจจุบันเป็นอาหารขึ้นชื่อของแถบเจียงหนาน โดยเฉพาะเมืองฉางซู่และหางโจว

ขอทานกับเครือข่ายข่าวสาร

ในนิยาย พรรคกระยาจกเป็นหน่วยข่าวกรองที่ดีที่สุดในยุทธภพ ข้อนี้ก็มีพื้นฐานจากความจริงที่ฟังขึ้น
● ขอทานไปได้ทุกที่ ทั้งหน้าร้าน หน้าจวนขุนนาง ตลาด และท่าเรือ
● ไม่มีใครสนใจขอทาน คนจึงคุยกันต่อหน้าพวกเขาโดยไม่ระวัง
● เดินทางไปมาระหว่างเมือง จึงกระจายข่าวได้เร็ว
มีเรื่องเล่าและบันทึกยุคหลังว่าทางการบางท้องถิ่นใช้หัวหน้าขอทานช่วย ตามจับขโมยหรือหาตัวคนร้าย เพราะรู้ความเคลื่อนไหวในย่านของตนดีกว่าเจ้าหน้าที่ แต่การรวมตัวกันเป็นเครือข่ายรักชาติระดับประเทศแบบในนิยายนั้น ไม่ปรากฏหลักฐาน พรรคกระยาจกจริงเป็นกลุ่มท้องถิ่น แต่ละเมืองแยกกัน ไม่มีประมุขคนเดียวคุมทั้งแผ่นดิน

คนจริงที่ใกล้เคียงตำนาน

แม้จะไม่มีอั้งชิกงตัวจริง แต่ประวัติศาสตร์จีนก็มีขอทานที่เรื่องราวไม่แพ้ในนิยาย
จูหยวนจาง (ค.ศ. 1328–1398) เป็นลูกชาวนาที่ครอบครัวอดตายเกือบทั้งบ้าน เขาบวชเป็นเณรแล้วต้องออกบิณฑบาตเร่ร่อนอยู่หลายปี ก่อนเข้าร่วมกบฏโพกผ้าแดงและได้เป็นปฐมจักรพรรดิราชวงศ์หมิงในที่สุด นี่คือเรื่องจริงแบบ “จากยาจกสู่บัลลังก์”
อู่ซวิ่น (ค.ศ. 1838–1896) ขอทานชาวซานตงที่ไม่ได้เรียนหนังสือและถูกคนโกงเพราะอ่านไม่ออก เขาจึงขอทาน ร้องเพลง และยอมให้คนเตะต่อยแลกเงินอยู่สามสิบกว่าปี เก็บเงินได้จนตั้ง โรงเรียนฟรีสำหรับเด็กยากจนได้ 3 แห่ง และได้รับการยกย่องจากราชสำนักชิง เรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างที่ใกล้ “คุณธรรมของพรรคกระยาจก” ที่สุดในประวัติศาสตร์
ซูชั่น หรือ “ซูขอทาน” ผู้ฝึกยุทธ์สมัยชิงตอนปลาย ถูกนับเป็นหนึ่งใน “สิบพยัคฆ์กวางตุ้ง” และว่ากันว่าเป็นผู้ฝึกหมัดเมา ประวัติของเขามีตำนานผสมอยู่มาก แต่ก็กลายเป็นตัวละคร “ขอทานผู้มีวิชา” ในภาพยนตร์ฮ่องกงหลายเรื่อง เช่น King of Beggars (1992) ที่โจวซิงฉือแสดง

ราชาแห่งขอทาน: เมื่อประมุขพรรคไม่ได้อยู่แค่ในนิยาย

ถ้าพูดถึงประมุขพรรคกระยาจก คนอ่านมังกรหยกคงนึกถึงอั้งชิกงหรืออึ้งย้ง แต่เมื่อย้อนกลับไปดูภาพถ่ายจีนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เรากลับพบชายคนหนึ่งที่ได้รับสมญาว่า “ราชาแห่งขอทาน” อยู่ในหลักฐานจริง
ราว ค.ศ. 1900 เจมส์ ริคัลตัน (James Ricalton) ช่างภาพและนักเดินทางชาวอเมริกัน บันทึกภาพชายที่ถูกเรียกว่า King of the Beggars บริเวณหลงฮวาใกล้เซี่ยงไฮ้ ภาพและคำบรรยายเกี่ยวกับบุคคลนี้ปรากฏในชุดภาพจีนยุคนั้น รวมถึงหนังสือ China Through the Stereoscope ซึ่งเผยแพร่ใน ค.ศ. 1901
คำเรียกที่ฟังดูเหมือนตำแหน่งในยุทธภพนี้น่าสนใจ เพราะสะท้อนว่าคนร่วมสมัยรู้จักหรืออย่างน้อยก็เล่าถึงผู้มีฐานะเป็นหัวหน้าของกลุ่มขอทาน ไม่ใช่เพียงขอทานที่ต่างคนต่างออกไปหาเลี้ยงชีพ แต่คำบรรยายของนักเดินทางก็มีข้อจำกัด เราจึงไม่อาจถือว่าทุกเรื่องที่เขาได้ยินเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
ที่สำคัญ “ราชาแห่งขอทาน” ในภาพถ่ายไม่ใช่หลักฐานว่ามีพรรคกระยาจกพรรคเดียวครอบคลุมทั่วประเทศจีน หรือมีประมุขผู้สืบทอดไม้เท้าตีสุนัขเช่นในนิยาย ภาพนี้บอกเราได้อย่างระมัดระวังว่า ในสังคมจีนยุคนั้นมีบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้นำของกลุ่มขอทาน และบทบาทดังกล่าวเป็นที่สนใจจนช่างภาพต่างชาตินำมาบันทึกไว้

เทียบให้เห็นภาพ: อะไรจริง อะไรแต่ง

บทส่งท้าย: ทำไมเราถึงรักพรรคกระยาจก

ถ้ามองแบบนักประวัติศาสตร์ พรรคกระยาจกจีนเป็นผลผลิตของสังคมที่คนจนล้นเมืองแต่รัฐดูแลไม่ทั่วถึง คนชายขอบจึงต้องรวมตัวกันเพื่อเอาตัวรอด ผลคือได้ทั้งระบบช่วยเหลือกันเองและระบบรีดไถในเวลาเดียวกัน
แต่ในนิยาย กิมย้งและนักเขียนรุ่นเดียวกันนำวัตถุดิบเหล่านี้ไปสร้างเป็น ภาพกลับหัวของสังคม คนที่สังคมเหยียดหยามที่สุดกลับมีวรยุทธ์สูงที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และรักชาติที่สุด ส่วนขุนนางที่แต่งตัวหรูหรากลับฉ้อฉลขายชาติ นี่คือความฝันแบบนิยายกำลังภายในโดยแท้ คือ เกียรติไม่ได้วัดจากเสื้อผ้า แต่วัดจากหัวใจ
ครั้งหน้าที่อ่านฉากอั้งชิกงนั่งแทะไก่ขอทานพลางสอนวิชาให้ก๊วยเจ๋ง ลองนึกถึงจินเหล่าต้าผู้ถือไม้เท้าในหางโจว ขอทานที่เคาะไม้ไผ่ร้องเพลงหน้าร้านในปักกิ่ง และอู่ซวิ่นที่ยอมให้คนเตะเพื่อแลกเงินมาสร้างโรงเรียน เพราะเบื้องหลังตำนานยุทธภพ มีคนจริง ๆ เหล่านี้อยู่

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับพรรคกระยาจก

1. ก่อนหน้ากิมย้ง เคยมีการพูดถึงพรรคกระยาจกในวรรณกรรมอื่นมาก่อนไหม แนวคิดเรื่องกลุ่มแก๊งขอทานและหัวหน้าขอทานปรากฏในนิทานพื้นบ้านและวรรณกรรมท้องถิ่นมานานแล้ว (เช่น ในนิทานสมัยหมิงเรื่อง จินอวี้หนู) แต่ในแง่ของ “สำนักพรรคกระยาจก” ที่มีระบบโครงสร้างชัดเจนในนิยายกำลังภายใน ถูกนำมาเขียนและขัดเกลาให้เด่นชัดขึ้นผ่านงานของนักเขียนยุคใหม่อย่างกิมย้งและโกวเล้ง จนกลายเป็นภาพจำมาตรฐานที่คนรุ่นหลังคุ้นเคย

2. พรรคกระยาจกมีเฉพาะในนิยายของกิมย้งหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ พรรคกระยาจกปรากฏในนิยายกำลังภายในของนักเขียนหลายคน เช่น โกวเล้ง ก็เคยเขียนถึงกลุ่มขอทานในผลงานหลายเรื่อง เพียงแต่นิยายของกิมย้งโด่งดังและแพร่หลายที่สุด ภาพจำของสำนักนี้จึงผูกติดกับงานของกิมย้งไปโดยปริยาย

3. “ไก่ขอทาน” มีอยู่จริงไหม และทำอย่างไร มีอยู่จริงครับ เป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองฉางซู่และหางโจว ตำนานเล่าว่ามีขอทานได้ไก่มาแต่ไม่มีหม้อ จึงพอกไก่ด้วยใบบัวและโคลนแล้วเผาในกองไฟ ปัจจุบันตามร้านอาหารจีนจะใช้ดินเหนียวหุ้มไก่ที่หมักเครื่องเทศแล้วอบจนเนื้อนุ่มหอม

4. พรรคกระยาจกแบบดั้งเดิมหายไปเมื่อไร พรรคกระยาจกในจีนอยู่มาจนถึงยุคสาธารณรัฐ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง หลังพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองในปี 1949 รัฐบาลได้กวาดล้างองค์กรใต้ดินและจัดระเบียบสังคมใหม่ พรรคกระยาจกแบบดั้งเดิมจึงหายไปในที่สุด

Tagged: