เมื่อเอกสารเก่าเผยให้เห็นร้านสุราและร้านฝิ่นหลายร้อยแห่งในจังหวัดกรุงเก่า ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกเพียงเรื่องการค้าขาย แต่ยังเปิดให้เห็นชีวิตผู้คนและระบบรายได้แผ่นดินของสยามเมื่อกว่าศตวรรษก่อน
ทุกวันนี้ หากใครสักคนชวนกันไปร้านเหล้า เราอาจนึกถึงร้านอาหารที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำหน่าย ร้านนั่งดื่มที่เปิดเพลงคลอเบา ๆ หรือสถานที่สำหรับพบปะสังสรรค์หลังเลิกงาน
แต่หากพูดถึงร้านขายเหล้า ความหมายกลับกว้างออกไปอีก เพราะร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ หรือร้านค้าปลีกทั่วไป ก็มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางจำหน่ายอยู่เช่นกัน เพียงแต่เราไม่ได้เรียกร้านเหล่านั้นว่าร้านเหล้า
แล้วร้านเหล้าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีหน้าตาอย่างไร?
อาจเป็นร้านค้าตามตลาด ร้านจำหน่ายสุราที่ตั้งอยู่ริมเส้นทางสัญจร หรือกิจการขนาดเล็กในชุมชน ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากร้านนั่งดื่มในปัจจุบัน แต่ไม่ว่าร้านเหล้าเหล่านั้นจะมีลักษณะอย่างไร สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือจำนวนร้านที่ทางราชการบันทึกเอาไว้
ใน พ.ศ. 2459 จังหวัดกรุงเก่า หรือพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน มีร้านจำหน่ายสุราถึง 704 ร้าน
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะในจังหวัดเดียวกันยังมีร้านจำหน่ายฝิ่นอีก 93 ร้าน
ตัวเลขเหล่านี้ปรากฏอยู่ในข้อมูลจากเอกสาร ระยะทางเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ มณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์ ของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ขณะดำรงตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่า
เมื่ออ่านผ่าน ๆ จำนวนร้านหลายร้อยแห่งอาจดูเป็นเพียงสถิติราชการ แต่หากลองนึกถึงสภาพบ้านเมืองเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน ซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาแม่น้ำลำคลอง ตัวเลขเหล่านี้กลับชวนให้สงสัยว่า ร้านเหล้ามากมายตั้งอยู่ที่ใด ใครเป็นลูกค้า และเหตุใดกิจการประเภทนี้จึงแพร่หลายไปทั่วหัวเมือง และทั่วประเทศ
กรุงเก่าที่ไม่ได้มีเพียงวัดวาอาราม
หากพูดถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นเจดีย์เก่า พระปรางค์ วัดวาอาราม และซากอิฐที่หลงเหลือจากอดีตราชธานี บางคนอาจนึกถึงเรือในแม่น้ำ ตลาดเก่า หรือชุมชนที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งคลอง
แต่หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 110 ปีก่อน ใน พ.ศ. 2459 ภาพของกรุงเก่าจะมีรายละเอียดอีกหลายอย่างที่เราอาจคาดไม่ถึง
หนึ่งในนั้นคือจำนวนร้านจำหน่ายสุราและฝิ่นที่ปรากฏอยู่ในเอกสารราชการสมัยรัชกาลที่ 6
จังหวัดกรุงเก่ามีร้านจำหน่ายสุรา 704 ร้าน และร้านจำหน่ายฝิ่นอีก 93 ร้าน
รวมแล้วเกือบ 800 ร้าน!
ตัวเลขดังกล่าวปรากฏในเอกสาร ระยะทางเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ มณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์ ของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ซึ่งบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านเมืองและท้องถิ่นในช่วงเวลานั้น
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงจำนวนร้านที่ดูมากสำหรับคนในปัจจุบัน แต่เป็นคำถามว่า เหตุใดร้านค้าประเภทนี้จึงปรากฏอยู่มากมาย และกิจการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและรายได้ของรัฐบาลสยามอย่างไร
เพราะร้านเหล้าและร้านฝิ่นในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ซื้อขายสินค้าของผู้คนเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดเก็บรายได้แผ่นดินอีกด้วย
จังหวัดกรุงเก่า กับมณฑลกรุงเก่า
ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ต้องทำความเข้าใจภูมิศาสตร์การปกครองในสมัยนั้นสักเล็กน้อย
ใน พ.ศ. 2438 สยามจัดตั้งมณฑลกรุงเก่าขึ้นตามระบบการปกครองแบบเทศาภิบาล โดยมีเมืองกรุงเก่าเป็นที่ตั้งศูนย์กลางการบริหาร และในระยะแรกประกอบด้วย 8 เมือง ได้แก่ กรุงเก่า พระพุทธบาท พรหมบุรี ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง และอินทร์บุรี
ต่อมามีการปรับเปลี่ยนเขตการปกครองและฐานะของเมืองต่าง ๆ อีกหลายครั้ง
ดังนั้น มณฑลกรุงเก่าในอดีตจึงไม่ได้มีพื้นที่ตรงกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน และจำนวนเมืองในปีที่เริ่มจัดตั้งก็ไม่ใช่จำนวนจังหวัดในทุกช่วงเวลา
สำหรับตัวเลขร้านสุรา 704 ร้าน และร้านฝิ่น 93 ร้านที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นข้อมูลของ จังหวัดกรุงเก่า ไม่ใช่ยอดรวมทั้งมณฑล
เมื่อพิจารณาข้อมูลที่รวบรวมไว้ในระดับมณฑล ซึ่งขณะนั้นมี 7 จังหวัด 36 อำเภอ จะพบร้านจำหน่ายสุรารวม 1,995 ร้าน และร้านจำหน่ายฝิ่น 271 ร้าน
นั่นหมายความว่าจังหวัดกรุงเก่าเพียงจังหวัดเดียวมีร้านสุรามากกว่าหนึ่งในสามของจำนวนร้านที่บันทึกไว้ทั้งมณฑล
ตัวเลขนี้ชวนให้มองกรุงเก่าในอีกมุมหนึ่ง นอกเหนือจากการเป็นเมืองเกษตรกรรมและอดีตราชธานี เพราะพื้นที่แห่งนี้ยังมีตลาด ชุมชน และกิจกรรมค้าขายกระจายอยู่ตามลำน้ำและเส้นทางคมนาคม
ร้านเหล้า ร้านฝิ่น และชีวิตประจำวัน
ทุกวันนี้เมื่อได้ยินคำว่าร้านเหล้า เราอาจนึกถึงร้านอาหาร สถานบันเทิง หรือร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ร้านสุราเมื่อร้อยกว่าปีก่อนอาจมีลักษณะแตกต่างออกไป ทั้งร้านขายปลีก ร้านในตลาด หรือกิจการที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายตามระบบที่รัฐกำหนด
จำนวนร้านที่บันทึกไว้จึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นสถานบันเทิงทั้งหมด และไม่ใช่จำนวนโรงกลั่นสุรา
ในทำนองเดียวกัน ร้านฝิ่นก็ต้องมองผ่านบริบทกฎหมายและสังคมของยุคนั้น
ฝิ่นในสยามสมัยรัชกาลที่ 6 ยังเป็นสินค้าที่รัฐอนุญาตและควบคุมการจำหน่ายภายใต้ระบบเฉพาะ แม้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมก็ตาม การซื้อขายฝิ่นจึงไม่ได้มีสถานะทางกฎหมายเหมือนในประเทศไทยปัจจุบัน ซึ่งยกเลิกการจำหน่ายและการสูบฝิ่นโดยชอบด้วยกฎหมายใน พ.ศ. 2502
แต่จำนวนร้านเหล่านี้ก็ไม่ได้บอกเราทุกอย่าง
เราไม่อาจนำร้านสุรา 704 ร้านไปสรุปว่าคนกรุงเก่าดื่มสุรามากกว่าคนจังหวัดอื่น หรือใช้จำนวนร้านฝิ่น 93 ร้านไปคำนวณจำนวนผู้สูบฝิ่นได้โดยตรง เพราะเอกสารไม่ได้บันทึกยอดขาย จำนวนลูกค้า หรือพฤติกรรมการบริโภคไว้ในตัวเลขชุดนี้
สิ่งที่ตัวเลขบอกได้แน่นอนกว่าคือ กิจการทั้งสองประเภทมีการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่อย่างกว้างขวาง และเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าที่รัฐรับรู้และควบคุม
เมื่อมองเช่นนี้ เราจะเห็นกรุงเก่าอีกภาพหนึ่ง เป็นเมืองที่มีผู้คนทำมาหากิน เดินทาง ซื้อขายสินค้า และใช้ชีวิตประจำวันอยู่ท่ามกลางแม่น้ำลำคลอง ไม่ต่างจากเมืองการค้าแห่งอื่น ๆ ในสยาม
เหล้า ฝิ่น และรายได้แผ่นดิน
คำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ รัฐบาลสยามมีรายได้จากกิจการเหล่านี้มากเพียงใด
ในยุคนั้น การจัดเก็บเงินจากสุราและฝิ่นไม่ได้มีเพียงภาษีในความหมายที่เราคุ้นเคย แต่ยังมีอากร ค่าธรรมเนียมการต้มกลั่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจำหน่าย และรายได้จากการควบคุมกิจการฝิ่นด้วย
ชื่อเรียกและหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจแตกต่างกัน แต่เมื่อเงินเหล่านี้ถูกนำส่งเข้าบัญชีราชการ ก็ล้วนเป็นรายได้ของรัฐ
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่รัฐจัดเก็บได้ไม่ใช่ยอดขายทั้งหมดของร้านค้า ร้านสุราและร้านฝิ่นอาจมีเงินหมุนเวียนจากการซื้อขายมากกว่ายอดเงินที่รัฐบาลได้รับหลายเท่า แต่เราไม่สามารถคำนวณยอดขายจริงจากจำนวนร้านเพียงอย่างเดียวได้
ข้อมูลสถิติการคลังของสยามช่วยให้เห็นภาพในระดับประเทศชัดขึ้น
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2459–2460 รัฐบาลสยามมีรายได้จากฝิ่นทั่วราชอาณาจักรประมาณ 19.3 ล้านบาท ขณะที่รายได้ในหมวดสรรพสามิต (Excise) อยู่ที่ประมาณ 6.2 ล้านบาท
เมื่อรวมสองหมวดนี้จะได้ประมาณ 25.5 ล้านบาท แต่ไม่ควรถือว่าเป็นรายได้จากสุราและฝิ่นทั้งหมดอย่างแม่นยำ เพราะหมวดสรรพสามิตอาจประกอบด้วยรายได้ประเภทอื่น และรายได้ที่เกี่ยวข้องกับสุราบางรายการอาจปรากฏแยกอยู่ในหมวดค่าธรรมเนียม
ถึงกระนั้น ตัวเลขก็สะท้อนให้เห็นว่าฝิ่นและกิจการที่อยู่ในระบบสรรพสามิตเป็นแหล่งรายได้ที่มีความสำคัญต่อการคลังของสยาม
ยิ่งเมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีที่ดินและภาษีรัชชูปการในปีเดียวกัน ซึ่งรวมกันประมาณ 18.1 ล้านบาท ก็จะเห็นว่ารายได้จากฝิ่นเพียงรายการเดียวมีขนาดสูงกว่าภาษีทางตรงทั้งสองประเภทนั้นรวมกันเสียอีก
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจของสยามในอดีตไม่ได้พึ่งพารายได้จากการเกษตรและการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังมีรายได้จากสินค้าที่รัฐควบคุมการผลิตและจำหน่ายอย่างใกล้ชิดด้วย
จากเจ้าภาษีนายอากร สู่การจัดเก็บโดยรัฐ
ระบบจัดเก็บรายได้ของสยามไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่
ในอดีต รัฐเคยใช้ระบบเจ้าภาษีนายอากร โดยให้เอกชนประมูลสิทธิจัดเก็บอากรหรือดำเนินกิจการบางประเภทภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด แต่เมื่อมีการปฏิรูประบบราชการในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 รัฐบาลก็เริ่มเข้ามารับหน้าที่จัดเก็บรายได้หลายประเภทโดยตรงมากขึ้น
บันทึกประกอบตารางสถิติของสยามระบุถึงการเปลี่ยนแปลงระบบจัดเก็บสรรพสามิตในช่วง พ.ศ. 2448–2452 ก่อนที่รัฐบาลจะรับหน้าที่จัดเก็บทั่วประเทศ
เมื่อถึง พ.ศ. 2459 ระบบรายได้ของรัฐจึงอยู่ในช่วงที่การบริหารการคลังมีความเป็นระบบราชการมากขึ้นกว่าในอดีต
ส่วนกิจการสุราและฝิ่นก็มีโครงสร้างการควบคุมและการจัดเก็บรายได้ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายส่วน ก่อนจะมีการปรับปรุงกฎหมายและโครงสร้างราชการอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา
ตัวอย่างหนึ่งคือกรมสุรา ซึ่งต่อมาได้รับหน้าที่จัดเก็บภาษีสินค้าอื่นเพิ่มเติม จนมีการเปลี่ยนชื่อเป็นกรมสรรพสามิตต์ใน พ.ศ. 2474
จึงกล่าวได้ว่า รายได้จากสุราไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับกรมสรรพสามิตในชื่อที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ แต่มีประวัติการจัดเก็บมายาวนานกว่านั้นมาก
เมื่อเงินจากเหล้าและฝิ่นเข้าสู่ท้องพระคลัง
การมีรายได้จากสุราและฝิ่นจำนวนมาก ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีเงินเหลือใช้เสมอไป
ในช่วงรัชกาลที่ 6 สยามมีภาระรายจ่ายหลายด้าน ทั้งการบริหารราชการ การทหาร การคมนาคม และกิจการสาธารณะต่าง ๆ ขณะเดียวกัน สงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
รายได้ที่เพิ่มขึ้นจึงอาจมาพร้อมกับรายจ่ายและภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน
สิ่งสำคัญคือเราไม่อาจระบุได้ว่าเงินจากร้านสุราแห่งใดถูกนำไปสร้างถนน โรงเรียน หรือทางรถไฟสายใดโดยเฉพาะ เพราะเมื่อเงินเข้าสู่ระบบรายได้แผ่นดินแล้ว ก็เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่รัฐนำไปจัดสรรตามระบบการคลัง
แต่การที่รัฐจัดเก็บเงินจากสุราและฝิ่นเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้เกิดคำถามที่น่าคิดต่อว่า รัฐบาลในแต่ละยุคมีวิธีจัดการกับกิจการที่สร้างทั้งรายได้และผลกระทบต่อสังคมอย่างไร
นี่ไม่ใช่คำถามที่มีคำตอบง่าย ๆ เพราะเกี่ยวข้องทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ กฎหมาย และแนวคิดของสังคมในแต่ละช่วงเวลา
จากร้านเหล้าในกรุงเก่า ถึงภาษีสุราในวันนี้
กว่าหนึ่งศตวรรษผ่านไป ภาพของกิจการทั้งสองประเภทเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ฝิ่นซึ่งเคยเป็นสินค้าที่รัฐควบคุมและจัดเก็บรายได้ ได้กลายเป็นยาเสพติดที่ห้ามจำหน่ายและเสพโดยผิดกฎหมายทั่วไปในประเทศไทย ขณะที่สุรายังคงเป็นสินค้าที่ผลิตและจำหน่ายได้ภายใต้กฎหมาย และเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ภาษีของรัฐ
ปัจจุบัน รายได้จากสุราและเบียร์ยังมีมูลค่ารวมกันระดับแสนล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บเงินเพิ่มเติมจากภาษีสรรพสามิตบางประเภท เพื่อนำไปสนับสนุนกองทุนและหน่วยงานสาธารณะ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส
แม้ระบบกฎหมาย วิธีจัดเก็บ และการใช้จ่ายเงินจะแตกต่างจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมาก แต่ประเด็นพื้นฐานบางอย่างยังคงอยู่ นั่นคือกิจการสุรายังเกี่ยวข้องทั้งกับการบริโภคของประชาชน รายได้ของผู้ประกอบการ และรายได้ของรัฐบาล
การเปรียบเทียบตัวเลขอดีตกับปัจจุบันจึงไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อบอกว่าสมัยใดดื่มสุรามากกว่ากัน เพราะจำนวนประชากร มูลค่าเงิน และระบบเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างมาก
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การเปลี่ยนแปลงของวิธีที่รัฐมองและบริหารรายได้จากกิจการเหล่านี้
ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข
เมื่อกลับมามองตัวเลขร้านสุรา 704 ร้าน และร้านฝิ่น 93 ร้านอีกครั้ง เราอาจไม่ได้รู้สึกเพียงประหลาดใจว่ากรุงเก่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อนมีร้านค้าประเภทนี้อยู่มากเพียงใด
แต่ตัวเลขเหล่านั้นยังทำให้เราเห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีประวัติศาสตร์อยู่เฉพาะในพระราชวัง วัดวาอาราม หรือเหตุการณ์สำคัญที่ปรากฏในตำราเรียน
ประวัติศาสตร์ยังอยู่ในตลาด ร้านค้า ท่าน้ำ เส้นทางสัญจร และกิจการเล็ก ๆ ที่ผู้คนพบเห็นกันเป็นประจำ
ร้านเหล้าร้านหนึ่งอาจเป็นเพียงสถานที่ค้าขายของคนในชุมชน แต่เมื่อร้านค้าหลายร้อยแห่งถูกบันทึกรวมกันในเอกสารราชการ มันกลับทำให้เราเห็นโครงสร้างเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในอีกระดับหนึ่ง
เอกสารเก่าเพียงไม่กี่หน้า จึงอาจพาเราออกจากภาพจำของกรุงเก่าในฐานะอดีตราชธานี ไปพบกับกรุงเก่าที่ผู้คนยังใช้ชีวิต ทำงาน ค้าขาย และสร้างรายได้ให้บ้านเมือง
บางครั้ง ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจก็ไม่ได้เริ่มจากเหตุการณ์ใหญ่โตอะไรเลย
แต่อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อน เมืองหนึ่งเมืองมีร้านเหล้าอยู่กี่ร้าน
เอกสารและข้อมูลประกอบ
- พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์), ระยะทางเสด็จประพาสลำแม่น้ำน้อยและลำแม่น้ำใหญ่ มณฑลกรุงเก่าและมณฑลนครสวรรค์, พ.ศ. 2459
- Statistical Year Book of the Kingdom of Siam ตารางรายได้ภาษีของรัฐบาลสยาม โดยเฉพาะหมวด Opium, Excise และ Direct Taxes
- ข้อมูลประวัติการจัดเก็บอากรสุราและประวัติหน่วยงานจากกรมสรรพสามิต
- ข้อมูลกฎหมายและประวัติการยกเลิกการจำหน่ายและการสูบฝิ่นในประเทศไทย

