จากบทเพลงของ Pink Floyd สู่คำถามทางจิตวิทยาว่า เหตุใดมนุษย์จึงต้องแบ่งโลกออกเป็นสองฝ่าย
กว่า 50 ปีแล้วที่เพลง Us and Them ของวง Pink Floyd ปรากฏอยู่ในอัลบั้ม The Dark Side of the Moon เมื่อปี 1973 แต่คำถามที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงกลับไม่ได้เก่าไปตามกาลเวลา
เหตุใดมนุษย์จึงต้องแบ่งโลกออกเป็น “พวกเรา” และ “พวกเขา” ทั้งที่ความจริงแล้ว เราอาจไม่ได้แตกต่างกันมากมายอย่างที่คิด
บางครั้งความแตกต่างเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา หรือชนชั้น บางครั้งเป็นเพียงความคิดเห็น ความเชื่อ หรือแม้แต่ความชอบส่วนตัว แต่เมื่อใดที่ความแตกต่างเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องกำหนดว่าใครเป็นพวกเดียวกับเรา และใครไม่ใช่ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ก็อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Pink Floyd ไม่ได้ใช้เสียงดนตรีที่เกรี้ยวกราดเพื่อเล่าเรื่องความขัดแย้ง ตรงกันข้าม เพลงกลับดำเนินไปอย่างเนิบช้า เยือกเย็น และเศร้าสร้อย ราวกับผู้เล่ากำลังยืนมองความขัดแย้งของมนุษย์ด้วยความเหนื่อยล้า
และบางที ความเงียบสงบของเพลงนี้อาจทำให้คำถามของมันดังยิ่งกว่าเสียงตะโกน
จากเสียงเปียโนสู่ความไร้เหตุผลของสงคราม
ก่อนจะกลายมาเป็น Us and Them ท่วงทำนองของเพลงนี้มีจุดเริ่มต้นจาก Richard Wright มือคีย์บอร์ดของ Pink Floyd ซึ่งแต่งเพลงบรรเลงชื่อ The Violent Sequence สำหรับภาพยนตร์ Zabriskie Point ของผู้กำกับ Michelangelo Antonioni
ทำนองดังกล่าวตั้งใจใช้ประกอบฉากความรุนแรงระหว่างตำรวจกับนักศึกษา แต่ท้ายที่สุดไม่ได้ถูกนำไปใช้ในภาพยนตร์ ก่อนจะถูกนำกลับมาพัฒนาใหม่สำหรับอัลบั้ม The Dark Side of the Moon โดยมี Roger Waters เขียนเนื้อร้อง
ความน่าสนใจอยู่ที่การนำท่วงทำนองอันอ่อนโยนมาเล่าเรื่องความรุนแรง
เสียงเปียโนของ Wright และแซ็กโซโฟนของ Dick Parry สร้างบรรยากาศที่ล่องลอย คล้ายความเศร้าที่ไม่ได้แสดงออกด้วยการร้องไห้ ขณะที่เสียงร้องของ David Gilmour ถ่ายทอดถ้อยคำเกี่ยวกับสงคราม อำนาจ และความแตกต่างระหว่างมนุษย์
Waters มีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับสงคราม พ่อของเขาเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่เขาจะเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีโอกาสได้รู้จักพ่อ
ในเพลง Us and Them สงครามจึงไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านภาพความกล้าหาญหรือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ แต่ผ่านความย้อนแย้งของคนที่มีอำนาจสั่งการกับคนที่ต้องรับผลจากคำสั่งนั้น
คนหนึ่งออกคำสั่งจากแนวหลัง ขณะที่ทหารในแนวหน้าต้องเสียชีวิต
ความแตกต่างระหว่างผู้สั่งการกับผู้รับคำสั่งจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตำแหน่งหรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เป็นความแตกต่างระหว่างคนที่ตัดสินใจ กับคนที่ต้องจ่ายราคาของการตัดสินใจนั้นด้วยชีวิต
และเมื่อความสูญเสียถูกอธิบายว่าเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างกัน คำอธิบายดังกล่าวก็ยิ่งเผยให้เห็นความไร้เหตุผลของสงคราม
แต่สงครามเป็นเพียงภาพหนึ่งของปัญหาที่เพลงกำลังตั้งคำถาม
เพราะนอกสนามรบ มนุษย์ก็ยังแบ่งแยกกันด้วยเส้นที่มองไม่เห็นอีกมากมาย
เส้นแบ่งที่ไม่ได้อยู่บนแผนที่
ตลอดบทเพลง Waters ใช้ถ้อยคำที่เป็นคู่ตรงข้ามเพื่อสะท้อนความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่สูงกับคนที่อยู่ต่ำ คนที่มีพร้อมกับคนที่ขาดแคลน หรือคนที่อยู่ภายในกับคนที่ถูกทิ้งไว้ภายนอก
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ความขัดแย้งเสมอไป
คนรวยกับคนจนสามารถอยู่ร่วมกันได้ คนต่างเชื้อชาติสามารถเป็นเพื่อนกันได้ และคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นศัตรู
แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อความแตกต่างถูกนำมาใช้จัดลำดับคุณค่าของมนุษย์
เมื่อคนบางกลุ่มถูกมองว่าสำคัญกว่า มีสิทธิมากกว่า หรือสมควรได้รับโอกาสมากกว่า ขณะที่คนอีกกลุ่มถูกมองว่าเป็นเพียงคนนอกที่ไม่จำเป็นต้องได้รับความสนใจ
เส้นแบ่งที่เคยมีไว้เพื่อบอกความแตกต่างจึงอาจกลายเป็นเครื่องมือในการกีดกัน
คำถามคือ เหตุใดมนุษย์จึงยอมรับเส้นแบ่งเหล่านี้ได้ง่ายนัก
เหตุใดเพียงแค่การเป็นสมาชิกของกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้เรารู้สึกใกล้ชิดกับคนที่ไม่เคยรู้จัก และในเวลาเดียวกันก็อาจทำให้เรารู้สึกห่างเหินจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่เราไม่เคยมีความขัดแย้งกันมาก่อน
คำถามนี้นำเราออกจากโลกของดนตรี ไปสู่การศึกษาจิตวิทยาสังคม
อองรี ทาจเฟล (Henri Tajfel): เมื่อการแบ่งกลุ่มสร้างความลำเอียง
อองรี ทาจเฟล (Henri Tajfel) นักจิตวิทยาสังคมผู้มีบทบาทสำคัญในการศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ได้พยายามทำความเข้าใจว่า ความลำเอียงและการเลือกปฏิบัติต่อคนต่างกลุ่มเกิดขึ้นได้อย่างไร
หนึ่งในผลงานสำคัญของเขาคือการทดลองที่เรียกว่า Minimal Group Paradigm หรือการทดลองแบ่งกลุ่มด้วยเงื่อนไขเพียงเล็กน้อย
แนวคิดของการทดลองนี้เรียบง่าย แต่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ทาจเฟลและคณะทดลองแบ่งผู้เข้าร่วมออกเป็นกลุ่มโดยอาศัยเกณฑ์ที่แทบไม่มีความสำคัญต่อชีวิตจริง เช่น ความชอบภาพวาดของศิลปินต่างคนกัน หรือการจัดกลุ่มตามเกณฑ์ที่ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีความผูกพันมาก่อน
ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีประวัติความขัดแย้งระหว่างกัน ไม่ได้แข่งขันกันเพื่อแย่งชิงดินแดน และไม่ได้มีความแตกต่างทางอุดมการณ์อย่างลึกซึ้ง
แต่เมื่อถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มแล้ว พวกเขากลับมีแนวโน้มจัดสรรผลประโยชน์ให้สมาชิกในกลุ่มของตนมากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง
ในการทดลองบางเงื่อนไข ผู้เข้าร่วมถึงกับเลือกผลลัพธ์ที่ทำให้กลุ่มตนได้เปรียบอีกกลุ่มมากขึ้น แม้ว่าการเลือกเช่นนั้นจะไม่ได้ทำให้กลุ่มของตนได้รับผลประโยชน์รวมสูงสุดก็ตาม
ผลการทดลองชี้ให้เห็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง
ความลำเอียงต่อคนต่างกลุ่มไม่จำเป็นต้องเริ่มจากความเกลียดชัง หรือความขัดแย้งที่มีอยู่ก่อนเสมอไป
เพียงแค่การรับรู้ว่าใครเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับเรา ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติที่แตกต่างกันแล้ว
แน่นอนว่า การทดลองไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคนจะเกลียดชังคนต่างกลุ่มโดยอัตโนมัติ แต่มันแสดงให้เห็นว่าการแบ่งกลุ่ม แม้ด้วยเหตุผลเล็กน้อย ก็สามารถมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเราได้

Social Identity: เมื่อกลุ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
แนวคิดของ Tajfel ได้รับการพัฒนาร่วมกับ John Turner จนกลายเป็นทฤษฎีที่เรียกว่า Social Identity Theory หรือทฤษฎีอัตลักษณ์ทางสังคม
สาระสำคัญของทฤษฎีนี้คือ มนุษย์ไม่ได้สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองจากลักษณะส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังสร้างตัวตนส่วนหนึ่งผ่านการเป็นสมาชิกของกลุ่มทางสังคมด้วย
เราอาจนิยามตัวเองผ่านครอบครัว อาชีพ ชุมชน ศาสนา สัญชาติ หรือกลุ่มคนที่มีความสนใจคล้ายคลึงกัน
การเป็นสมาชิกของกลุ่มช่วยให้เรารู้สึกว่าตนเองมีที่ยืน มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา
นี่ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย
ความผูกพันกับกลุ่มสามารถสร้างความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อเราเริ่มประเมินคุณค่าของตัวเองผ่านกลุ่มที่สังกัด เราก็อาจต้องการมองว่ากลุ่มของตนมีคุณค่าเหนือกว่ากลุ่มอื่น
ความสำเร็จของกลุ่มกลายเป็นความภาคภูมิใจของเรา ขณะที่คำวิจารณ์ต่อกลุ่มอาจถูกรับรู้ราวกับเป็นการโจมตีตัวตนของเราเอง
ในสถานการณ์เช่นนี้ เราอาจปกป้องคนที่ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัว เพียงเพราะเขาเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกัน
ขณะเดียวกัน เราก็อาจไม่ไว้วางใจคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ไม่ดีกับเขามาก่อน
ปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า In-group Favoritism หรือแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญและปฏิบัติต่อสมาชิกในกลุ่มของตนเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม การชื่นชอบกลุ่มของตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกลียดกลุ่มอื่นเสมอไป ความลำเอียง การกีดกัน และความเกลียดชังเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
สิ่งที่ควรตั้งคำถามจึงไม่ใช่ว่าเหตุใดมนุษย์จึงต้องมีกลุ่ม แต่เป็นเหตุใดบางครั้งความผูกพันกับกลุ่มจึงพัฒนาไปสู่การปฏิเสธคุณค่าของคนที่อยู่นอกกลุ่ม
เมื่อความแตกต่างกลายเป็นความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว
มนุษย์ต้องเผชิญกับข้อมูลและความซับซ้อนของสังคมอยู่ตลอดเวลา
การแบ่งประเภทสิ่งต่าง ๆ เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกได้รวดเร็วขึ้น เราจัดกลุ่มผู้คนตามลักษณะร่วม ความเชื่อ อาชีพ หรือพฤติกรรม เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์รอบตัว
แต่การจัดประเภทเช่นนี้ก็มีข้อจำกัด
เมื่อเรามองใครสักคนผ่านป้ายชื่อของกลุ่ม เราอาจมองข้ามลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นไป
คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเราอาจไม่ได้แตกต่างจากเราในเรื่องอื่นเลย เขาอาจมีความหวัง ความกลัว ความรับผิดชอบต่อครอบครัว และความต้องการมีชีวิตที่ดีไม่ต่างจากเรา
แต่เมื่อเขาถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มตรงข้าม ความคล้ายคลึงเหล่านั้นอาจถูกลดความสำคัญลง
ยิ่งไปกว่านั้น หากกลุ่มของเรากลายเป็นแหล่งที่มาของความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว การยอมรับว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลก็อาจกลายเป็นเรื่องยาก
ความเห็นต่างจึงไม่ใช่เพียงเรื่องที่ต้องอภิปราย แต่กลายเป็นสิ่งที่ต้องเอาชนะ
จากการไม่เห็นด้วย อาจพัฒนาไปสู่ความไม่ไว้วางใจ จากความไม่ไว้วางใจอาจกลายเป็นการกีดกัน และในบางสถานการณ์อาจนำไปสู่การลดทอนความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากจิตวิทยาของการแบ่งกลุ่มเพียงอย่างเดียว
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแข่งขันเพื่อทรัพยากร การใช้อำนาจ ตลอดจนเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และสังคม ล้วนมีส่วนกำหนดว่าความแตกต่างระหว่างกลุ่มจะพัฒนาไปในทิศทางใด
นี่คือจุดที่แนวคิดทางจิตวิทยาของ Tajfel ช่วยให้เรากลับมาฟัง Us and Them ได้อีกมิติหนึ่ง
เพราะในเพลงของ Pink Floyd เส้นแบ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในความคิดของมนุษย์ แต่ยังปรากฏอยู่ในโครงสร้างของอำนาจและสังคมด้วย
เมื่อผู้มีอำนาจขีดเส้น และคนธรรมดาต้องอยู่คนละฝั่ง
การแบ่งกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ทุกคนมีอำนาจเท่ากันเสมอไป
ในสังคมจริง คนบางกลุ่มมีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ จัดสรรทรัพยากร และสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับความถูกต้องมากกว่าคนกลุ่มอื่น
เมื่อความแตกต่างถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการกีดกัน เส้นแบ่งระหว่างกลุ่มจึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกทางจิตวิทยา แต่ส่งผลต่อโอกาสและชีวิตของผู้คนจริง ๆ
ภาพทหารแนวหน้าที่ต้องเสียชีวิตตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาใน Us and Them เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสัมพันธ์เช่นนี้
คนที่ต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบอาจไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ได้มีความเกลียดชังส่วนตัว และอาจมีชีวิตความเป็นอยู่คล้ายคลึงกันด้วยซ้ำ
แต่เมื่อพวกเขาถูกกำหนดให้อยู่คนละฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ธรรมดาก็ถูกแทนที่ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างคู่สงคราม
การแบ่งว่าใครเป็นพวกเราและใครเป็นพวกเขาจึงมีผลมากกว่าการกำหนดอัตลักษณ์
มันอาจกำหนดว่าใครควรได้รับความช่วยเหลือ ใครควรถูกปกป้อง ใครสมควรได้รับโอกาส และในสถานการณ์รุนแรงที่สุด ใครถูกมองว่าเป็นศัตรูที่สามารถกำจัดได้
แต่การมีอัตลักษณ์ร่วมกันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่จุดนั้น
มนุษย์คนหนึ่งสามารถเป็นสมาชิกของหลายกลุ่มพร้อมกันได้ เราอาจมีสัญชาติต่างกัน แต่ทำงานอาชีพเดียวกัน มีความเชื่อต่างกัน แต่ชื่นชอบดนตรีเหมือนกัน หรือมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่เผชิญปัญหาชีวิตคล้ายคลึงกัน
เส้นแบ่งจึงไม่ได้มีเพียงเส้นเดียว และไม่ได้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
เมื่อเรามองเห็นความสัมพันธ์ที่ซ้อนทับกันเหล่านี้ คนที่เคยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “พวกเขา” ก็อาจกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของ “พวกเรา” ในอีกบริบทหนึ่ง
ดนตรีที่ไม่ตะโกน แต่ชวนให้ตั้งคำถาม
สิ่งที่ทำให้ Us and Them แตกต่างจากเพลงวิพากษ์สงครามหรือสังคมจำนวนมาก คือการไม่ใช้ความเกรี้ยวกราดเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสาร
ท่วงทำนองอันเนิบช้า เสียงเปียโนที่ทอดยาว และเสียงแซ็กโซโฟนที่แฝงความเศร้า ทำให้เพลงมีบรรยากาศคล้ายการครุ่นคิดมากกว่าการประณาม
แต่เมื่อดนตรีขยายตัวขึ้นในท่อนประสานเสียง ความสงบดังกล่าวก็ถูกแทรกด้วยพลังและความตึงเครียด ราวกับความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นท่ามกลางชีวิตธรรมดา
ความแตกต่างระหว่างช่วงที่สงบกับช่วงที่รุนแรงจึงสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลงอย่างน่าสนใจ
Pink Floyd ไม่ได้เสนอวิธีแก้ไขความขัดแย้งของมนุษย์อย่างเป็นขั้นตอน และไม่ได้ให้คำตอบว่าทุกคนควรยืนอยู่ฝ่ายใด
แต่เพลงเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังได้กลับมาตั้งคำถามกับเส้นแบ่งที่ตนเองยอมรับอยู่ทุกวัน
เส้นแบ่งบางอย่างอาจมีเหตุผลและความจำเป็น แต่บางอย่างอาจเป็นเพียงสิ่งที่เราเคยชินจนไม่เคยคิดจะตั้งคำถาม
กว่าครึ่งศตวรรษผ่านไป เรายังต้องมี “พวกเขา” หรือไม่
โลกในปี 1973 แตกต่างจากโลกปัจจุบันอย่างมาก
เทคโนโลยีทำให้ผู้คนจากต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม และต่างความเชื่อสามารถติดต่อสื่อสารกันได้แทบจะทันที
แต่การติดต่อสื่อสารที่สะดวกขึ้นไม่ได้รับประกันว่ามนุษย์จะเข้าใจกันมากขึ้นเสมอไป
พื้นที่ออนไลน์ทำให้เราสามารถพบผู้คนที่มีความคิดคล้ายกันได้ง่าย ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เราคุ้นเคยกับการรับฟังความคิดเห็นจากคนกลุ่มเดิม จนมองคนที่คิดต่างเป็นเพียงภาพเหมารวม
เมื่อความเห็นของกลุ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน การเปลี่ยนความคิดเห็นก็อาจไม่ใช่เพียงการยอมรับข้อมูลใหม่ แต่เป็นการยอมรับว่ากลุ่มที่เราผูกพันอาจไม่ได้ถูกต้องในทุกเรื่อง
แนวคิดของ Henri Tajfel ช่วยอธิบายว่า เหตุใดเส้นแบ่งเหล่านี้จึงเกิดขึ้นได้ง่าย แม้บางครั้งจะไม่มีความขัดแย้งที่แท้จริงเป็นจุดเริ่มต้น
ส่วน Us and Them ของ Pink Floyd ชวนให้มองต่อไปว่า เมื่อเส้นแบ่งเหล่านั้นถูกผูกเข้ากับอำนาจ ทรัพยากร และความกลัว ผลที่ตามมาอาจรุนแรงเพียงใด
การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มไม่ใช่สิ่งผิด และการมีความคิดเห็นแตกต่างกันก็ไม่จำเป็นต้องเป็นปัญหา
สิ่งสำคัญอาจอยู่ที่ว่า เราจะรักษาความผูกพันกับกลุ่มของตัวเองไว้ได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าของคนที่อยู่อีกกลุ่มหนึ่ง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ก่อนจะเป็นสมาชิกของชาติ ศาสนา ชนชั้น หรือกลุ่มความคิดใด ๆ เราต่างก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีความหวัง ความกลัว และความเปราะบางไม่ต่างกัน
บางทีคำถามที่ Us and Them ฝากไว้ อาจไม่ใช่ว่าเราควรอยู่ฝ่ายไหน
แต่เป็นคำถามว่า เมื่อเรารู้แล้วว่าตัวเองอยู่ฝ่ายใด เรายังสามารถมองเห็นคนอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเราได้หรือไม่
และหากเราไม่จำเป็นต้องมีศัตรูเพื่อยืนยันคุณค่าของตัวเองแล้ว…
เรายังจำเป็นต้องสร้าง “พวกเขา” ขึ้นมา เพื่อให้รู้ว่า “พวกเรา” คือใคร?


